[x] ปิดหน้าต่างนี้
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป   
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
เมนูหลัก
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 147 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
Link E-Office
link banner
poll

   คุณคิดว่าเว็บไซต์นี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก

  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
หนุ่มติด COVID-19 ทองหล่อแจง ไม่ได้ติดจากเพื่อนฮ่องกง ซัดรัฐบาลให้ข่าวบิดเบือน  VIEW : 12    
โดย ลาบก้อย

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 4
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 1
Exp : 80%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 27.254.112.xxx

 
เมื่อ : เสาร์ ที่ 21 เดือน มีนาคม พ.ศ.2563 เวลา 12:15:11   

หนุ่มติดโควิด 19 ทองหล่อแจง ไม่ได้ติดจากเพื่อนฮ่องกง ซัดรัฐบาลให้ข่าวบิดเบือน ชี้ รักษาตัวที่โรงพยาบาลแบบไม่รู้ข้อมูล ไม่ได้ยา ไม่รู้ข้อมูลการติดเชื้อของตัวเอง
วันที่ 20 มีนาคม 2563 เฟซบุ๊ก Santi G Lawyerlife ได้โพสต์ข้อความระบุว่าตนเองคือผู้ป่วยโควิด 19 กลุ่มที่รัฐบาลแจ้งว่าติดเชื้อจากการสังสรรค์กันกับกลุ่มเพื่อน 11 คน ที่สถานบันเทิงย่านทองหล่อ โดยเจ้าของเฟซบุ๊กระบุว่าโควิด 19 ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้ารัฐบาลกล้ายอมรับความจริง มีใจความดังนี้
การติดเชื้อเป็นการติดเชื้อจากเพื่อนคนไทย ไม่ได้ติดจากคนฮ่องกงโดยตรง
          - ตนและกลุ่มเพื่อน ไม่เคยรู้จักชาวฮ่องกงที่ป่วยเลย เท่าที่คุยทราบว่า เพื่อนของเพื่อน ได้เจอชาวฮ่องกงแล้วก็มาสังสรรค์กับกลุ่มตนต่อ
          - เห็นได้ชัดว่าเป็นการติดเชื้อจากเพื่อนคนไทยด้วยกันและเป็นการแพร่ระบาดแบบเป็นกลุ่มเป็นก้อน
          - ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 ที่สังสรรค์กัน ไม่มีใครป่วย หรือแสดงอาการใด ๆ
          - รัฐบาลบอกว่าติดจากชาวฮ่องกง เพราะรัฐบาลไม่กล้ายอมรับความจริงว่า วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 มีการแพร่ระบาดกันระหว่างคนไทยกับคนไทยด้วยกันแล้ว
สงสัยเกี่ยวกับการตรวจ COVID-19 ที่ต้องเป็นกลุ่มเสี่ยงเท่านั้นหรือ ?
          - หลังจาก วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อน ๆ ในกลุ่ม เริ่มมีอาการป่วยประมาณวันที่ 4-5 มีนาคม 2563 แล้วไปหาหมอ แต่ไม่มีใคได้รับการตรวจ COVID-19 เลยแม้แต่คนเดียว
          - มีเพื่อนคนหนึ่งต้องขอร้องหมอถึง 3 รอบ จนหมอยอมตรวจให้จนพบว่าป่วย COVID-19 จริง ๆ ในวันที่ 10 มีนาคม 2563 จึงให้เพื่อน ๆ ที่เหลือไปตรวจก็พบว่าติดเชื้อกันหมด
          - ตนเองก็ติดเชื้อเช่นกัน แต่ไม่แสดงอาการป่วยใด ๆ
          - เกิดคำถามว่าหมอไม่ตรวจ COVID-19 ให้ ทั้ง ๆ ที่บางคนแสดงอาการชัดเจน แต่กลับวินิจฉัยว่าไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง เพราะไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ หรือพบปะชาวต่างชาติ แถมยังให้กลับบ้านไปแพร่เชื้อต่อได้
หลังจากตรวจพบเชื้อ และการเข้ารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร
          - วันแรกที่รักษาตัว มีหลายหน่วยงานโทร. มาถาม จนเกิดความสงสัยว่าอยู่กระทรวงเดียวกัน ไม่แชร์ข้อมูลกันเลยหรือ
          - 10 วัน (11 มีนาคม-20 มีนาคม 2563) ที่รักษาตัว เป็นการแอดมิท โดยที่ไม่มีอาการใด ๆ
          - ไม่ได้รับการรักษาใด ๆ นอกจากยานอนหลับคนละเม็ดก่อนนอน กับอาหารวันละ 3 มื้อ
          - 10 วันที่แอดมิท ไม่เคยเจอหมอเลยสักครั้ง ไม่ได้รับยา ไม่มีแม้แต่คำวินิจฉัยโรคให้เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่มีคำแนะนำในการปฏิบัติตัว
          - รอตรวจเชื้อ และเจาะเลือดวันเว้นวัน ซึ่งปกติการตรวจหาเชื้อ COVID-19 คือการเก็บเนื้อเยื่อในโพรงจมูกและลำคอ
          - เมื่อถามว่าทำไมต้องเจาะเลือด ก็ได้คำตอบว่า "ผอ. สั่ง"
          - ระหว่างที่รักษาตัว ก็รอคอยให้ผลการติดเชื้อเป็นลบ มีแต่พยาบาลมาบอกว่าใครเชื้อเยอะ หรือใครเชื้อน้อย
          - ไม่เข้าใจว่าเชื้อเยอะ เชื้อน้อย คืออะไร มีผลอย่างไรต่อร่างกาย
          - มีอยู่หนึ่งคืนในเวลา 01.00 น. มีพยาบาลให้น้องในกลุ่มย้ายเตียง แล้วให้รอในห้องแยกคนเดียวจนถึง 04.00 น. ถึงจะได้เตียงใหม่
          - แต่พอเช้ามาก็ให้น้องคนเดิมย้ายเตียงอีกครั้ง
          - ถามหมอเกี่ยวกับเชื้อมาก เชื้อน้อย ต่างกันยังไง หมอบอก "ไม่มีหรอกเชื้อมาก เชื้อน้อย มีแต่เจอเชื้อกับไม่เจอเชื้อ"
ตั้งแต่เข้ารับการรักษาตัว ไม่ได้รับยาใด ๆ
          - แอดมิท และเฝ้ารอว่าหมอจะจ่ายยาอะไร แต่วันแรก ๆ ก็ไม่มีการจ่ายยาใด ๆ
          - วันหนึ่ง มีเพื่อนเตียงข้าง ๆ ได้ยาอยู่คนเดียวทั้งที่ไม่มีอาการ-ไม่ได้ขอยา เป็นยาแก้ไอ และลดน้ำมูก คาดว่าหมอคงดูจากฟิล์มเอ็กซเรย์
          - เพื่อนอีกคนมีอาการไอ จึงขอยาแก้ไอ แต่พยาบาลกลับเอายาไปให้กับเพื่อนคนละคน เป็นคนที่เพิ่งได้ยากแก้ไอและยาลดน้ำมูกไป
          - เพื่อนจึงบอกว่า ไม่ได้ขอยา เพื่อนอีกคนเป็นคนขอ จึงบอกให้พยาบาลเอาไปให้ แต่พยาบาลบอกว่าไม่ได้ ต้องถามหมอก่อน
          - งงว่าทำไมทานยาไม่ได้ เพราะเพื่อนมีอาการไอจริง ๆ ก็เลยถามพยาบาล พยาบาลจึงตอบว่า ทานไมได้นี่คือยาลดน้ำมูก ไม่ใช่ยาแก้ไอ จึงเกิดข้อสงสัยว่า ตอนถือมาเป็นยาแก้ไอ แต่ตอนนี้มาบอกเป็นยาลดน้ำมูกซะงั้น
          -  มีการแปะชื่อคนไข้ดับซองยาผิด
          - จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับคำแนะนำใด ๆ นอนรอตรวจไปวัน ๆ ต้องได้ผลรับรองจากสองสถาบันคือ บำราศฯ และกรมวิทย์ฯ ที่เป็นลบ จึงจะสามารถกลับบ้านได้
นอกจากนี้เจ้าของเรื่องยังระบุความติดเห็นส่วนตัวไว้ดังนี้
          - การที่รัฐบาลไม่กล้ายอมรับความจริงว่าการแพร่ระบาดนั้นเข้าสู่ระดับ 3 แล้วตั้งแต่ก่อนพวกผมติดเชื้อ ยิ่งจะเป็นสาเหตุหลักทำให้การระบาดนี้ควบคุมไม่ได้
          - การที่รัฐบาลไม่ให้ข้อมูลหรือความรู้เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนตามสถานการณ์ที่เป็นจริงและอัพเดท ยิ่งทำให้สังคมตื่นตระหนกหวาดกลัวแล้วกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน กระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจในภาพรวมทั้งหมดของประเทศ แม้กระทั่งผู้ติดเชื้ออย่างผมยังไม่ได้รับข้อมูลอะไรที่ชัดเจนเลยจริง ๆ
          - มาตราการและการบริหารจัดการต่าง ๆ ของภาครัฐไม่เป็นระบบ ไร้ซึ่งการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีทิศทางในการแก้ไขปัญหาใด ๆ ที่ชัดเจนเอาแต่ให้ข่าวสร้างภาพให้ดูดีไปวันๆ "ประเทศไทยเราต้องชนะ..(อิตาลี)..ไปด้วยกัน"
          - มาตรฐานการรักษาที่ผมเจอมาคือการรักษาในขณะที่มีผู้ติดเชื้อที่ยังอยู่รพ. แค่ประมาณ 30 กว่าคนเท่านั้น แต่วันนี้ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวันเกือบ 300 คน มันคือ 10 เท่านับจากวันที่ผม admit ซึ่งไม่อยากจะคิดเลยว่าพวกเราคนไทยที่ติดเชื้อจะเป็นยังไง เราจะชนะไปด้วยกันอย่างที่นายกพูดได้ยังไง???
          "สงสารคนไทยและประเทศไทยที่มีผู้นำที่สามารถจัดการปัญหาได้แค่นี้"
          #ถ้าอยากให้ประเทศนี้ดีขึ้นช่วยกันแชร์ให้เสียงนี้ไปถึงผู้มีอำนาจด้วยนะครับ
          ปล. ถ้าที่ผมโพสต์ไปมันทำให้ภาพลักษณ์หรือหน้าตาของหน่วยงานราชการใดเสียหายแล้วอยากจะฟ้อง พรบ. คอมฯ หรือหมิ่นประมาทผมเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีให้กับรัฐบาลก็จัดมานะ เพราะผมออกมาเล่าเรื่องนี้เพราะอยากเห็นมาตรฐานการดูแลและรักษาผู้ป่วยCOVID19 ในประเทศนี้ขึ้นกว่านี้ ผมกำลังจะหายแต่ยังมีอีกหลายคนที่กำลังจะเป็นผู้ติดเชื้อและคนเหล่านั้นควรได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีกว่าที่ผมเจอ

คาสิโนออนไลน์